ชมบทความ "ตลาดต้นไม้ดอดคอม"

Tuesday, July 9, 2013

เกษตรสวนผสมคืออะไร

การทำเกษตรสวนผสม คือ การปลูกพืชผล หลายๆ ประเภทในพื้นที่เดียวกัน เพื่อป้องกันควาเสี่ยงจากการปลูกพืชเพียงประเภทเดียว หรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ข้อดีของการทำเกษตรสวนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็คือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องการผลผลิตสูงๆ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ หรือดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ภัยธรรมชาติ ก็จะสร้างความเสียหายเกือบทั้งหมด


ส่วนการปลูกพืชแบบเกษตรสวนผสม หากเกิดความเสียหายกับพืชผลบางส่วน ก็จะมีส่วนอื่นๆ ทดแทนได้ นอกจากนั้นแนวคิดของการทำเกษตรสวนผสม ยังส่งเสริมให้มีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจด้วย จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมาได้มากขึ้นไปอีกครับ


แนวคิดเริ่มต้นของการทำเกษตรแบบพอเพียง

แนวคิดเริ่มต้นของการทำเกษตรแบบพอเพียง เน้นถึงการผลิตที่พึ่งพาตนเอง สร้างความเข็มแข็งของตนเอง ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในพื้นที่ของตนเอง เริ่มต้นจากการ...  "อยู่ดี กินดี" ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นเรื่องของการจัดการพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน สัดส่วนการใช้พื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ตัวเลขง่ายต่อการจดจำในพื้นที่ 15 ไร่ ดังนี้ 30:30:30:10 (พื้นที่ทำนา สระน้ำ พื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน และที่อยู่อาศัย)

1) สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร (ประมาณ 30% ของพื้นที่)

2) นาข้าว 5 ไร่ (ประมาณ 30% ของพื้นที่)

3) พื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก 5 ไร่ (ประมาณ 30% ของพื้นที่)

4) ที่อยู่อาศัย และอื่นๆ 2 ไร่ (ประมาณ 30% ของพื้นที่)

พื้นที่ ส่วนที่หนึ่ง

คือ ข้าว คือ พื้นที่ทำนาในการปลูกข้าวเพื่อการบริโภค ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับครอบครัว ในระดับประเทศถือได้ว่าสามารถนำเงินตราสู่ประเทศอย่างมากมายในแต่ละปี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้าวเป็นวัฒนธรรม และวิธีชีวิตของคนไทยในแง่ของงานบุญงานประเพณีต่าง ๆ และข้าวเป็นพืชที่ปลูกไว้สำหรับคนไทยทั้งประเทศเพื่อการบริโภค ในระดับครอบครัว ปลูกไว้บริโภคและหากผลผลิตเหลือจึงจำหน่ายเป็นรายได้ครับ

อันที่จริงแล้วข้าวยังแสดงถึงฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรและทรัพย์สินในแต่ละครอบครัว ข้าวเป็นสินค้าที่เกษตรกรสามารถเก็บไว้ได้นาน ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าต้องการบริโภคเมื่อไร ต้องการเปลี่ยนจากผลผลิต (ข้าวเปลือก) เป็นเงินตราไว้สำหรับใช้จ่ายในครัวเรือนเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะต่างจากสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยทั่วไป คนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ยคนละ 200 กิโลกรัม ข้าวเปลือกต่อ ปี เกษตรกรมีครอบครัวละ 3-4 คน ดังนั้นควรปลูกข้าว 5 ไร่ ผลผลิตประมาณ 30 ถัง ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี


พื้นที่ ส่วนที่สอง

คือ สระน้ำ สระน้ำในไร่นา มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมเป็นหลัก ดังนั้นหากเกษตรกรมีสระน้ำก็เปรียบเสมือนมีตุ่มเก็บกักน้ำในฤดูฝนนะครับ โดยจะช่วยป้องกันน้ำไหลหลากท่วมไร่นาของเกษตรกร ตลอดจนช่วยมิให้น้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำลำคลอง สามารถนำน้ำจากสระน้ำมาใช้ในฤดูฝนกรณีเกิดขาดแคลนน้ำหรือฝนทิ้งช่วง สำหรับฤดูแล้ง

หากมีน้ำในสระเหลือสามารถนำมาใช้ในการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การที่เกษตรกรมีสระน้ำในไร่นา ยังแสดงถึงการมีหลักประกันความเสี่ยงในการผลิตทางการเกษตร ถ้าเกิดการขาดแคลนน้ำขึ้นในการเพาะปลูก นอกจากนี้ สระน้ำยังเป็นทรัพยากรในการสนับสนุนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ในไร่นา ให้ความชุ่มชื้น และสร้างระบบนิเวศเกษตรที่เหมาะสมในบริเวณพื้นที่ขอบสระน้ำ การคำนวณว่าต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการเพราะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ และบนสระน้ำอาจสร้างเล้าไก่ เล้าหมูไว้ด้วย เพราะฉะนั้นพื้นที่ 10 ไร่ ต้องใช้น้ำอย่างน้อย 10,000 ลูกบาศก์เมตร

พื้นที่ส่วนที่สาม

คือ ปลูกพืชแบบผสมผสาน ไว้เพราะปลูกพืชแบผสมผสานทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นแหล่งอาหาร ไม้ใช้สอยและเพิ่มรายได้ การปลูกพืชหลาย ๆ ชนิดจะช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจน ช่วยกระจายความเสี่ยงจากความแปรปรวน ของระบบตลาดและภัยทางธรรมชาติ การปลูกพืชผสมผสานยังสามารถช่วยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกไร่นา และตัดวงจรศัตรูพืชบางชนิดได้อีกด้วย

พื้นที่ส่วนที่สี่

คือ ที่อยู่อาศัย เป็นที่อยู่อาศัยหรือบ้านไว้ดูแลเรือกสวนไร่นา และบริเวณบ้าน ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น มีไม้ผลหลังบ้านไว้บริโภคปลูกผักสวนครัว พืชสมุนไพร นำเศษวัสดุเหลือใช้มาทำปุ๋ยหมัก เพาะเห็ดฟาง การเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างคุณค่าอาหารและโภชนาการ ตลอดจนเสริมรายได้

นอกจากนี้มูลสัตว์ยังเป็นปุ๋ยคอก สำหรับพืชในลักษณะเกษตรผสมผสาน มีการหมุนเวียนทรัพยากรในไร่นาให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้ การจัดการพื้นที่ส่วนที่สี่ให้มีที่อยู่อาศัยนั้นยังหมายถึง การสร้างจิตสำนึก และนิสัยให้มีความผูกพันธ์กับอาชีพการเกษตรของตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยแอบอิงกับธรรมชาติ ความร่มรื่นในสวนเกษตร อากาศบริสุทธิ์ที่แตกต่างกับสังคมเมือง

นอกจากนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริเวณบ้านและที่อยู่อาศัย มีเวลามากพอในการทำการเกษตร ดูแลเรือกสวนไร่นาของตนเอง มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตพื้นฐานอย่างเพียงพอ ได้อาหารจากพืช สัตว์ และประมง มียารักษาโรคจากพืชธรรมชาติและพืชสมุนไพร มีผลไม้ไว้บริโภค และมีไม้ใช้สอยในครอบครัวได้อีกด้วยครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้จากหนังสือ "ธุรกิจเกษตร รวยได้ ไม่ยาก" ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศนะครับ



Thursday, July 4, 2013

"ข้อดีของการทำเกษตรปลอดสาร คืออะไร"

การทำเกษตรปลอดสาร หรือเกษตรชีวภาพ หากเปรียบเทียบกับการทำเกษตรเคมี เป็นอย่างไร เราจะลองมาแจกแจงข้อดี ข้อเสียกันดูนะครับ

เกษตรเคมี

การทำเกษตรเคมีนั้นเป็นที่นิยมมาพักหนึ่งแล้วครับ โดยส่วนใหญ่ของการทำเกษตรเคมีจะต้องพึ่งพา "ปุ๋ยเคมี" และ "ยาฆ่าแมลง" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมัน หรือ ปิโตเลี่ยม ข้อดีของการทำเกษตรเคมีก็คือ สามารถให้ผลผลิตได้มากๆ ในระยะเวลาอันสั้น แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน ได้แก่ ราคาของปุ๋ยเคมีจะอ้างอิงกับราคาของปิโตเลี่ยมซึ่งมักจะขึ้นทุกปี และสารเคมียังสามารถตกค้างในตัวของผู้ใช้ ทำให้เกิดสาเหตุของโรคร้ายมากมาย นอกจากนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีนานๆ ในระยะยาวแล้วจะทำให้ดินเสื่อมสภาพ ดินเค็ม ถ้าหากเป็นยาฆ่าแมลง ก็จะต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะแมลงต่างๆ มีแนวโน้มที่จะ "ดื้อยา" 




เกษตรชีวภาพ (เกษตรปลอดสาร)

สำหรับการทำเกษตรชีวภาพนั้นมีข้อเสียก็คือ ผลผลิตไม่ทันใจ เพราะเกษตรชีวภาพจะเน้นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ไม่ได้สกัดออกมาเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรง การทำปุ๋ยชีวภาพก็มักจะหมักเอาจากจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสารสารอินทรีย์ให้พืชดูดซึมได้ แต่ข้อดีก็มีดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก... การทำเกษตรชีวภาพนั้น "ต้นทุนต่ำ" เพราะปุ๋ยก็ใช้หมักเอง จุลินทรีย์ที่ใช้หมักนั้นอาจซื้อมาแค่ครั้งเดียว แต่สามารถใช้ซ้ำได้หลายรอบ โดยปกติแล้วการทำเกษตรชีวภาพจะมีต้นทุนต่ำกว่าเกษตรเคมีกว่าครึ่งทีเดียวครับ

ประการที่สอง... การทำเกษตรชีวภาพไม่ทำลายดิน เกษตรกรที่ทำแนวทางปลอดสารจะพบว่า ยิ่งทำนานวันเข้าดินยิ่งอุดมสมบูรณ์ กลับกันกับเคมีที่ยิ่งทำดินยิ่งแข็ง เนื่องจากจุลินทรีย์ชนิดดี เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ในแปลงเกษตร ช่วยย่อยสลายสารให้พืชดูดซึมได้

ประการที่สาม... การทำเกษตรชีวภาพไม่ไปตัดวงจรแมลงที่ดีตามธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นมีทั้งแมลงที่ดี และแมลงศัตรูพืช หากเราใช้สารฆ่าแมลงไปทำลายแมลงศัตรูพืช จะทำลายแมลงชนิดดีที่คอยกำจัดแมลงชนิดไม่ดีไปด้วย ทำให้บางครั้งถ้าแมลงศัตรูรอดตายก็จะเติบโตโดยไม่มีแมลงชนิดดีคอยควบคุมตามธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มยา สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็นครับ

ประการที่สี่... สุขภาพของเกษตรกรที่ทำแบบปลอดสารจะดีในระยะยาว ไม่อมโรค เนื่องจากสารเคมี ปุ๋ยเคมีล้วนเป็น "สารก่อมะเร็ง" ทำให้เราต้องเจ็บป่วยได้ง่าย แต่เกษตรอินทรีย์ใช้สารสกัดตามธรรมชาติ สุขภาพเราจึงดีในระยะยาว

ประการสุดท้าย... เราสามารถลดความไม่แน่นอนเรื่องผลผลิตของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ด้วยการใช้สารชีวภาพเสริมการทำเกษตร เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากงานวิจัย... อาหารเสริมชีวภาพ สกัดจากธรรมชาติ "กรีนพลัส" ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ ลดความไม่แน่นอนเรื่องผลผลิตจากการทำเกษตรปลอดสาร ทำให้ผลผลิตเพิ่มได้ใกล้เคียงการทำเกษตรเคมีครับ

ลองพิจารณาดูว่าเราควรทำเกษตรชีวภาพ หรือทำเกษตรแบบเก่าคือเกษตรเคมี อย่างไรก็ดี วิธีการทั้งสองนั้นสามารถทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จมั่งคั่งได้หากทำถูกหลัก แต่เรื่องสุขภาพที่ดีของทั้งตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคนั้นผมยังเชื่อว่า "เกษตรปลอดสาร" ช่วยได้แน่นอนครับ

(หากเพื่อนๆ ชาวไอเดียเกษตรฯ ท่านใดต้องการประชาสัมพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรปลอดสาร ติดต่อทีมงานไอเดียเกษตรฯ ได้ตามอีเมล์นี้นะครับ gentech999@gmail.com ทีมงานไอเดียเกษตรฯ ยินดีเป็น "สื่อกลาง" ให้เกษตรกรทุกท่านครับ)


(เนื้อที่ประชาสัมพันธ์) "กรีนพลัส" เป็นอาหารเสริมชีวภาพชนิดน้ำ ที่สกัดจากผลงานวิจัย มีคุณสมบัติ เร่งโต และป้องกันเชื้อราศัตรูพืชได้ดี ดูรายละเอียดการใช้จริงได้ตามลิงค์นี้นะครับ http://tree-plus.blogspot.com/2012/07/blog-post.html

"การวางแผนทำเกษตรสวนผสม"

เกษตรสวนผสมคืออะไร

การทำเกษตรสวนผสม คือ การปลูกพืชผล หลายๆ ประเภทในพื้นที่เดียวกัน เพื่อป้องกันควาเสี่ยงจากการปลูกพืชเพียงประเภทเดียว หรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้อดีของการทำเกษตรสวนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็คือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องการผลผลิตสูงๆ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ หรือดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ภัยธรรมชาติ ก็จะสร้างความเสียหายเกือบทั้งหมด


ส่วนการปลูกพืชแบบเกษตรสวนผสม หากเกิดความเสียหายกับพืชผลบางส่วน ก็จะมีส่วนอื่นๆ ทดแทนได้ นอกจากนั้นแนวคิดของการทำเกษตรสวนผสม ยังส่งเสริมให้มีการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจด้วย จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวมาได้มากขึ้นไปอีกครับ


การวางแผนทำเกษตรใดๆ ผมขอแบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังต่อไปนี้ครับ

ส่่วนที่หนึ่ง การวางแผนลงทุนทำเกษตร

ส่วนที่สอง การออกแบบสวนเกษตร

ส่วนที่สาม การวางระบบน้ำ

ส่วนที่สี่ การวางระบบปลูกพืชหมุนเวียน

ส่วนที่ห้า การเก็บเกี่ยวผลผลิต

และส่วนสุดท้าย การแปรรูปผลผลิต

โดยแผนเกษตรในแต่ละส่วนนั้นจะ "เชื่อมโยง" กัน เพื่อให้การประกอบอาชีพเกษตรกรนั้นอยู่ได้อย่างยั่งยืนครับ เราจะมาพูดคุยในแต่ละส่วนในคราวต่อๆ ไป โปรดติดตามนะครับ...

หากสนใจเรื่องราวของการเกษตรเพิ่มเติมติดตามได้ในหนังสือ "ธุรกิจเกษตร รวยได้ ไม่ยาก" โดยนายแว่นธรรมดา ตามแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศนะครับ....



Wednesday, July 3, 2013

"การใช้ไตรโคเดอร์มา กับ การทำเกษตรชีวภาพ"

ในสภาวะปัจจุบันสภาพดินในแปลงปลูกพืชทั่วไปมีความเสื่อมโทรมลงอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีอย่างหนัก  โดยไม่เคยปรับปรุงบำรุงดิน  จึงทำให้ประสบปัญหาการระบาดของโรคเชื้อราทางดิน ซึ่งเมื่อพืชเป็นโรคแล้วไม่สามารถแก้ไขได้  การใช้สารเคมีจึงเป็นการสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่า

นอกจากนั้นยังทำให้เกิดปัญหาหลายประการ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า  เพื่อป้องกันกำจัดโรคร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน  จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อย  และยังมีความปลอดภัยสูง วิธีการนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งสำหรับเกษตร

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า  คือเชื้อราชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในดิน  อาศัยเศษซากอินทรีย์วัตถุเป็นอาหารโดยไม่มีอันตรายกับพืช คน สัตว์และแมลง  เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า หลายชนิดมีคุณสมบัติในการควบคุมและทำลายเชื้อราสาเหตุโรคพืชทางดิน  จึงทำให้พืชมีระบบรากที่สมบูรณ์  แข็งแรง  หาอาหารได้มากต้นพืชจึงสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง และคุณภาพดี

การทำงานของไตรโคเดอร์ม่า

1. เจริญแข่งขัน แก่งแย่งอาหาร น้ำ แร่ธาตุ อากาศ และแหล่งที่อยู่กับเชื้อราสาเหตุโรคพืช  จึงทำให้เชื้อโรคลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว

 2. เป็นปรสิต สร้างเส้นใยพันรัดและแทงดูดกินน้ำเลี้ยง  จากเชื้อราสาเหตุโรคพืช  ทำให้เส้นใยสลายลดการขยายเผ่าพันธุ์ลง

3. สร้างสารพิษ  น้ำย่อย  ไปทำลายเชื้อราโรคพืชทำให้เส้นใย  และส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา  โรคพืชเหี่ยวสลาย และตายในที่สุด

สำหรับในนาข้าวมักจะมีโรคที่เกี่ยวกับเชื้อรา เช่น รากเน่า โคนเน่า ซึ่งสาเหตุมากจากการที่ชาวนาเผาที่นาเตรียมดิน ทำให้จุลินทรีย์ที่ดีตายไปด้วย จุลินทรีย์ที่ดีตัวหนึ่งก็คือเชื้อรา "ไตรโคเดอร์มา" เป็นจุลินทรีย์ชนิดดี จะไปแย่งการเติบโตกับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในนาข้าว ทำให้เชื้อโรคร้ายไม่สามารถเติบโตได้ เป็นผลดีต่อการทำนาในระยะยาว ชาวนาจึงควรที่จะเตรียมดินด้วยการไถกลบตอซังข้าว มากกว่าเผา ที่นอกจากจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศแล้ว ยังไปตัดวงจรจุลินทรีย์ที่ดีในนาข้าวด้วยครับ... ไว้เราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับการใช้ไตรโคเดอร์มากันใหม่ในคราวต่อๆ ไปครับ


Sunday, June 30, 2013

มาทำเกษตรชีวภาพ ปลูกพืชปลอดสารพิษกันดีกว่าครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไอเดียเกษตรทุกๆ ท่าน ... เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์นั้นหลายคนสนอกสนใจ และผมเข้าใจว่าน่าจะเป็น "กระแส" ในอนาคต เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก แต่คนเรากลับกินของที่แย่ลงเรื่อยๆ ของกินที่แย่ลงได้แก่ พืชผักที่มีแต่สารเคมี ยาฆ่าแมลง ข้าวที่ใช้แต่ยาฆ่าหญ้า สารพิษ ปุ๋ยเคมีที่มีแต่ราคาสูงขึ้นทุกปีตามราคาน้ำมันโลก บางครั้งคนปลูกเองกลับไม่กล้าทานสิ่งที่ตนปลูกเสียด้วยซ้ำ รู้แบบนี้แล้วผมจึงขออนุญาติชักชวนเพื่อนๆ ไอเดียเกษตร หันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรชีวภาพกันดีกว่าครับ...

สาเหตุที่เราควรทำเกษตรชีวภาพ ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ครับ

ข้อที่หนึ่ง... เกษตรชีวภาพเป็นแนวโน้มในอนาคตอย่างแน่นอน ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะในอนาคตนั้นผู้คนจะเริ่มใส่ใจกับสุขภาพ และอาหารการกินมากขึ้น ไม่ต้องถึงอนาคตครับ ในเวลานี้หลายคนรอบข้างผมก็หันมาบริโภคพืชผักปลอดสารพิษกันแล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ข้อที่สอง... การทำเกษตรชีวภาพ ปลูกพืชผักไว้ทานเองจะเป็นสิ่งที่คนนิยมทำกันมากขึ้น เพราะการที่เรามี "ทุนทางอาหาร" มีผักเด็ดมาทำอาหารได้ที่สวนหลังบ้านของเรา หรือปลูกเป็นผักคอนโดฯ ที่ไม่ต้องใช้พื้นที่มากมายนัก ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยครับ จะดีแค่ไหนที่เราจะมีความมั่นคงทางอาหารในระดับหนึ่ง หมายความว่า "เราไม่จำเป็นต้องซื้อกินทุกอย่าง" บางอย่างเราปลูกเอง ไว้ทานเองได้ ปลอดสารพิษ ก็จะดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วยครับ

ประการต่อมา... เรื่องของสุขภาพที่เราต้องใส่ใจกันมากขึ้น หากเราลองไปพูดคุยกับเกษตรกรที่เน้นการใช้สารเคมีเป็นหลัก เราจะพบว่าในปั้นปลายชีวิตนั้นมักจะมีโรคร้ายรุมเร้า บางทีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง สารเคมีรุนแรง ไม่ใส่หน้ากากป้องกัน หรือแม้จะใส่หน้ากากป้องกันก็ยังทำให้เกิดโรคได้ เพราะสารเคมีเหล่านั้นล้วนทำมาจากผลิตภัณฑ์ที่เป็น "ปิโตเคมี" หมายความว่า สารเหล่านั้นมีคุณสมบัติ "ก่อมะเร็ง" ในอนาคต จะคุ้มค่าหรือไม่ครับ ถ้ามีเงิน แต่เป็นโรคร้าย ผมเชื่อว่าความสุขคงลดน้อยถอยลงไปมากแน่ๆ ครับ

ประการสุดท้าย... การทำเกษตรชีวภาพนั้นช่วยให้เกษตรกร "ลดต้นทุนการผลิต" ได้ครับ หลายคนอาจไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่ถ้าลองพิจารณาดูดีๆ จะเห็นว่า... ต้นทุนการทำเกษตรเคมีนั้นมากมายมหาศาล ทั้งต้นทุนที่จับต้องได้ที่เราต้องจ่ายทุกครั้งในแปลงเกษตร และต้นทุนที่จับต้องไม่ได้คือ "สุขภาพ" ที่เราต้องเสียไปในระยะยาวครับ

นี่เป็นเพียงเหตุผลบางประการ จากเหตุผลอีกร้อยแปดประการในการที่เราจะ "เปลี่ยน" ตนเองมาทำเกษตรชีวภาพ ลองพิจารณาไปพร้อมๆ กันในเว็บเกษตร กับนายแว่นธรรมดา ดูนะครับ ไว้พบกันใหม่คราวหน้าครับ

(นายแว่นธรรมดา)


Tuesday, June 25, 2013

"วางแผนที่ชีวิต เพื่อเป็นเกษตรกร"

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไอเดียเกษตรฯ ทุกๆ ท่าน... เพื่อนๆ ชาวเกษตรหลายท่านอยากจะหนีออกจากสังคมเมืองไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว แต่พอจะทำจริงๆ ก็ติดขัดหลายเรื่อง บางคนมีรถต้องผ่อน มีบ้านต้องส่ง มีครอบครัวต้องดูแล การที่จะ "หนีออกจากเมือง" ไปเป็นเกษตรกร "เต็มตัว" เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญมากทีเดียวครับ ผมขออนุญาติแชร์ความคิดเห็นเกี่ยวกับ "การวางแผนที่ชีวิต เพื่อเป็นเกษตรกร" ดังต่อไปนี้ครับ...

ประการแรก... ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนควรพิจารณาถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของเราให้รอบด้านเสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น บางท่านอาจจะผ่อนบ้านอยู่เดือนละหลายพันบาท หากออกจากงานไปเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรเลย และขาดส่งบ้านก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ครับ ในกรณีแบบนี้เราควรเก็บเงินให้ผ่อนบ้านได้อย่างน้อย หกเดือน ขึ้นไป ช่วงเวลาหกเดือนคงทำให้เราหายใจหายคอได้บ้าง ดีกว่าที่เราจะสุ่มเสี่ยงออกแบบทันทีทันใดครับ

ประการที่สอง... ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพืชผลที่เราต้องการจะปลูกให้รอบด้าน ด้านภูมิอากาศ แร่ธาตุอาหารที่พืชต้องการ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ยิ่งศึกษามากก็จะดีกว่าการที่เราไม่มีความรู้อะไรเลยครับ

ประการที่สาม... มองหาทำเลดีๆ ทำเลดีๆ ต้องใกล้แหล่งน้ำ ใกล้แหล่งคนส่งสินค้าเกษตร ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมล้อมรอบ ดินดี อุดมสมบูรณ์ และราคาที่ดินที่เหมาะสมครับ

ประการต่อมา... ควรวางแผนทางการเงิน เงินลงทุนในการทำเกษตร ระยะเวลาการคืนทุน และวางแผนสำรองเผื่อผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้ด้วยครับ

ประการสุดท้าย... ลงมือทำเกษตรที่เหมาะสมกับตัวเราเอง... สำหรับตัวผมเองนั้นมีที่ดินของแม่ยายอยู่ภาคเหนือ (จ.ลำปาง) ที่ดินจะปลูกต้นสัก เพราะดูแลรักษาง่าย หากผมต้องการเกษียณตัวเองไปเป็นเกษตรกร ผมก็สามารถนำไม้สักไปขายทำทุนได้ครับ หรือถ้าเราต้องการเงินทุนหมุนเวียนเร็วหน่อย ก็สามารถปลูกพืชพรรณที่หมุนเวียนเร็ว เช่น พืชผักสวนครัว เป็นต้น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวนะครับ เราต้องปรับให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา การใช้ชีวิตเป็นเกษตรกร อากาศดีๆ ในชนบท หากวางแผนไม่รอบคอบ และต้องเป็นหนี้ คงไม่สนุกแน่ครับ ใครมีอะไรมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับผม...

(นายแว่นธรรมดา)


แนะนำหนังสือ "ทำธุรกิจเกษตร รวยได้ ไม่ยาก"

หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการลงทุนที่คนในเมืองหลายคนยังคิดไม่ถึง หรือเส้นทางที่คนเมืองหลายคนยังลังเลที่จะก้าวเดินไป ซึ่งจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผู้อ่านชาวไทยมองเห็นการทำเกษตรกรรมเป็นเหมือนหนึ่งช่องทางการลงทุนที่ทำแล้วร่ำรวยอย่างยั่งยืน ซึ่งในเล่มได้เเนะนำเเนวความคิดเเละวิธีที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้านการเกษตรตามแนวทางการทำเกษตรแบบพอเพียง ซึ่งเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจประกอบอาชีพเกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างยากจนอีกต่อไป ใครจะรู้ว่าเมืองไทยที่เป็นเมืองเกษตรอาจเป็นประเทศมหาอำนาจก็ได้ ซึ่งในเล่มได้ถ่ายทอดภาษาที่อ่านง่าย มีภาพประกอบตลอดเล่ม เหมาะกับคนไทยทุกวัย



Tuesday, July 24, 2012

ประสบการณ์การใช้ "กรีนพลัส" ในฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

ประสบการณ์การใช้ "กรีนพลัส" ในต้นผักฟาร์ม

พี่วิชัยเจ้าของต้นผักฟาร์ม...

"ก่อนที่จะนำผลิตภัณฑ์กรีนพลัสส์มาใช้ในฟาร์ม ประสบปัญหาโรครากเน่า และใบจุดจากเชื้อรา ก่อนหน้านั้นพี่วิชัยได้นำจุลินทรีย์น้ำมากำจัดเชื้อรา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ หลังจากใช้กรีนพลัสแล้วปรากฏว่า โรคต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อราหายไปแทบทั้งหมด และทำให้รากยาว ขาว ใบใหญ่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 10-20 % (ขึ้นกับปัจจัยการเพาะเลี้ยงของผู้ปลูกด้วยนะครับ)"

ส่วนวิธีการใช้ก็ไม่ยากครับ...

ผสมปุ๋ยในสัดส่วน 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร (ปริมาณมากน้อยขึ้นกับปัจจัยของแต่ละฟาร์มด้วยครับ) ให้ในระบบหลังจากให้ปุ๋ย A B แล้ว 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการจับตัวของปุ๋ย

นอกจากน้ำ สามารถผสมน้ำในสัดส่วน 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 5-10 ลิตร และใช้สารละลายที่ได้มาแช่เมล็ดพันธุ์เพื่อเพิ่มอัตราการรอด และเพิ่มผลผลิตได้อีก

และสามารถฉีดพ่นที่ใบได้เป็นการเคลือบใบให้สวยเงางาม ป้องกันโรคใบจุดได้อีกด้วยครับ

ผลที่ได้รับก็คือ...

รากขาวสวย ใบใหญ่ ผักได้น้ำหนัก ผลผลิตเพิ่มขึ้น ผักใบสวยเงางาม ได้ราคาดีครับ

สนใจสินค้าติดต่อ

gentech999@gmail.com



แวะชมฟาร์มผัก "ต้นผักฟาร์ม" ได้ที่นี่ครับ...
http://tree-plus.blogspot.com/2011/07/blog-post.html